Norman Bridwell | Scholastic Asia

Norman Bridwell

Norman Bridwell

เกิด
Kokomo,
ที่อยู่ปัจจุบัน
Martha's Vineyard,

เพราะเติบโตมาจากเมืองโคโคโม รัฐอินเดียนา นอร์แมน บริดเวลล์จึงได้แต่วาดภาพเป็น "ผมเล่นกีฬาไม่เก่ง และหลังจากเปิดเรียนได้สองสามวัน อาจารย์ที่โรงเรียนก็ยึดอุปกรณ์การเรียนของผมไปหมด แล้วบอกว่า "เอากระดาษนี่ไปแทนละกัน ดูเหมือนว่าเธอจะชอบวาดรูปนะ พยายามต่อไปละ" บริดเวลล์หวนนึก แต่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อว่า วันหนึ่ง ภาพวาดหรืองานเขียนของเขาจะโดนใจเด็กนับล้าน (และผู้ปกครองและครูอาจารย์) ทั่วโลก และนั่นเป็นสิ่งที่เขาชอบพูดถึงบ่อยๆ เวลาที่แวะเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ และเป็นสิ่งที่เขาชอบทำบ่อยๆ ด้วย "ลุงชอบวาดรูป" บริดเวลล์เล่าให้เด็กๆ ฟัง "แต่ลุงไม่เคยคิดว่าตัวเองวาดรูปเก่งเลย ในโรงเรียนมักจะมีเด็กที่วาดรูปเก่งกว่าลุงเสมอ อาจารย์สอนศิลปะก็มักชอบงานของนักเรียนพวกนั้นมากกกว่างานของลุงเสียอีก และอาจารย์ก็ไม่ชอบงานเขียนของลุงอีกด้วย”

หลังจบมัธยม ด้วยความที่รักในงานวาดรูป บริดเวลล์อยากผันให้ งานวาดรูปนั้นมาเป็นอาชีพหลัก เขาศึกษาต่อที่สถาบันศิลปะจอห์น แฮร์รอน และจากนั้นก็ย้ายไปนิวยอร์ก ซึ่งเป็นที่ที่เขาเรียนศิลปะในโรงเรียนอื่นด้วยชื่อ คูเปอร์ยูเนียน เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นเขาก็ทำงานเป็นช่างศิลป์พาณิช ในปี 1962 เขาได้งานฟรีแลนซ์วาดภาพสไลด์และฟิล์มภาพยนตร์ และส่วนใหญ่วาดการ์ตูน โดยบริดเวลล์ได้นำมารวบรวมเป็นผลงานในภาพวาดที่มีสีสันของเขาและส่งให้กับ สำนักพิมพ์หนังสือเด็ก ตอนนั้น เขาแต่งงานและมีลูกสาวตัวน้อยชื่อ เอมิลี่ เขาหวังว่าจะหารายได้เสริมจากงานหนังสือภาพที่เป็นงานพิเศษนี้

บริดเวลล์ เข้าเสนองานกับสำนักพิมพ์กว่า 15 แห่ง แต่ไม่มีที่ไหนให้งานเขาเลย และที่แย่กว่านั้นคือ มันเป็นความหวังที่ริบหรี่สำหรับอนาคตของเขากับอาชีพนี้ บรรณาธิการคนหนึ่งของ Harper & Row พูดตรงๆ กับเขาว่า งานของเขายังดีไม่พอ และเธอคิดว่าไม่มีสำนักพิมพ์ไหนที่จะกล้าจ้างให้เขามาวาดภาพประกอบหนังสือ ให้แน่นอน แต่โชคก็ยังพอมีอยู่บ้าง บรรณาธิการคนดังกล่าวให้คำแนะนำที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จอย่างล้มหลาม ที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ เธอแนะนำให้เขาแต่งนิทานให้เข้ากับภาพที่เขาวาด เธอหยิบภาพวาดที่เป็นภาพของเด็กผู้หญิงและสุนัขตัวเท่าม้าตัวหนึ่งขึ้นมา  และเปรยว่า “น่าจะมีเรื่องเล่าสนุกๆ มาจากภาพนี้นะ” บริดเวลล์หวนนึก

 

เรื่องมันเริ่มจากสุนัขตัวนี้

มัน ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาจากการรับคำแนะนำของบรรณาธิการคนนี้ แต่เขากลับสร้างให้สุนัขตัวนี้ตัวโตขึ้น และรังสรรค์เรื่องราวต่างๆ ให้เกิดขึ้น “ไปพร้อมๆ กับ” มัน สุนัขตัวนี้โตพอที่เขาจะขี่มันได้และเป็นเพื่อนเล่นสนุกกับทุกคน บริดเวลล์ยังจำได้ถึงวันที่เขาได้คุยกับบรรณาธิการคนนี้ในวันศุกร์หนึ่ง และเขาพูดต่อว่า “วันจันทร์ถัดมา ผมก็ได้นิทานเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงและสุนัขตัวนี้”

มา ถึงตอนนี้ เขาต้องการชื่อให้กับตัวละครในเรื่อง “ผมอยากให้สุนัขตัวนี้ชื่อ “ไทนี่” แต่นอร์มา (ภรรยาของเขา) บอกว่า ชื่อเชยจังเลย และแนะให้ใช้ชื่อ “คลิฟฟอร์ด ตามชื่อเพื่อนในจินตนาการสมัยเด็กของเธอแทน” บริดเวลล์เล่า อย่างไรก็ตาม ชื่อของเด็กผู้หญิงในเรื่องนี้ตั้งไม่ยาก บริดเวลล์ตั้งชื่อเธอว่า เอมิลี่ เอลิซเบธ ตามชื่อลูกสาว เขานำภาพวาดและต้นฉบับมาเสนอ Scholastic และไม่ได้คาดหวังอะไรมาก สามสัปดาห์ต่อมาเขาได้รับโทรศัพท์ว่าทาง Scholastic อยากจะตีพิมพ์หนังสือ Clifford the Big Red Dog (คลิฟฟอร์ด เจ้าตูบสีแดงตัวโต) ตอนนั้น บริดเวลล์แทบจะไม่เชื่อหู “ผมบอกภรรยาผมว่า อย่าได้คิดว่าโอกาสแบบนี้จะมีให้เห็นอีกนะ คราวนี้ก็แค่ฟลุค ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้โอกาสแบบนี้จากที่อื่นหรือเปล่า” แต่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

จน ถึงวันนี้ หนังสือนิทานเจ้าคลิฟฟอร์ดได้รับการตีพิมพ์แล้วกว่า 40 หัว แต่บริดเวลล์ เจ้าของภาพประกอบและนักเขียนหนังสือขายดีชุดนี้มาหลายปี ยังไม่ยอมรับเครดิตว่าเป็นความสำเร็จของเขาแต่อย่างใด “โชคเข้าข้างมากกว่า” เขาพูดแบบถ่อมตัว “เป็นความโชคดีจากการเลือกบุคลิกที่เหมาะให้เจ้าสุนัขตัวโตสีแดงตัวนี้และ จับมันให้เข้ากับสถานการณ์ในเรื่อง”       

 

“มันตัวสีแดงและอบอุ่น”

บริดเวลล์ กล่าวสั้นๆ ถึงบุคลิกของเจ้าคลิฟฟอร์ดว่า “มันตัวสีแดงและอบอุ่น เจ้าคลิฟฟอร์ดทำในสิ่งที่ใครๆ ก็อยากทำ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราทำกันไม่ได้ เพราะเจ้าคลิฟฟอร์ดตัวโตและมันเป็นแค่สุนัข มันทำทุกอย่างตามจินตนาการและอะไรก็ตามที่น่าเหลือเชื่อ” แต่ก็ไม่เกินจินตนาการหรือเกินจริงมากเกินไป เช่น คุณจะไม่ได้เห็นเจ้าคลิฟฟอร์ดเดินทางออกนอกอวกาศ บริดเวลล์ย้ำว่าเจ้าคลิฟฟร์อดจะไม่ทำอะไรที่สุนัขจริงๆ ไม่ทำ 

ถึง แม้ว่าหนังสือเกี่ยวกับเจ้าคลิฟฟอร์จะพูดถึงเหตุการณ์ปกติทั่วไป เช่น การตั้งแคมป์ เที่ยวชายหาดหรือเกี่ยวกับสวนสัตว์ เมื่อใดก็ตามที่เจ้าตูบตัวโตสีแดงตัวนี้ปรากฏขึ้น เรื่องราวต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นด้วย! “เจ้าคลิฟฟอร์ดพยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง” บริดเวลล์อธิบาย “แต่มันก็ยังทำผิด” บริดเวลล์ได้แนวคิดเรื่องพฤติกรรมของเจ้าคลิฟฟอร์ดจากสุนัขตัวอื่นๆ --- เช่น สุนัขในภาพยนตร์ สุนัขในนิทาน และ แน่นอน สุนัขที่เขาเลี้ยงมาหลายปี หลังจากที่บริดเวลล์ได้โครงเรื่องแล้ว เขาก็เริ่มร่างเนื้อเรื่องในรายละเอียด ต่อมาก็ลงมือเขียน --- ก่อนอื่น ให้เนื้อเรื่องดำเนินไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง จากต้นจนจบ กระบวนการใช้เวลาสามเดือน

ถึง แม้ว่าเขา (และเจ้าคลิฟฟอร์ด) จะประสบความสำเร็จ บริดเวลล์ก็เหมือนคนอื่นๆ ที่ทำงานโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ ที่ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผลตอบรับจะเป็นอย่างไร ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงของคืนก่อนที่เขาจะพบกับบรรณาธิการต้นฉบับหนังสือเล่ม นี้ที่ลุยงานกันมาหลายสัปดาห์ บริดเวลล์ลองวาดภาพและแต่งนิทานเรื่องใหม่จนกลายมาเป็นหนังสือยอดนิยมที่สุด อีกเล่มชื่อ The Witch Next Door   บริดเวลล์คิดว่า เขาแค่อยากลองเอาเรื่องอื่นๆ ติดมาเผื่อด้วย ต้นฉบับ The Witch Next Door ซึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่มดใจดีและมิตรภาพของเธอกับเพื่อนบ้านสองคนกลับได้รับ การตีพิมพ์ แต่คลิฟฟอร์ดกลับถูกปฏิเสธ “ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ” บริดเวลล์เล่า พลางเสริมว่า The Witch Next Door เป็นเรื่องของ “โชคมากกว่า”

 

“สักวัน คุณจะประสบความสำเร็จ”

แต่ สิ่งที่เขาได้เรียนรู้และสิ่งที่เขาพยายามเน้นกับนักเขียนหน้าใหม่คือ การถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธไม่ใช่เหตุที่ต้องทำให้ล้มเลิกความตั้งใจ “บางครั้งคุณต้องทำอะไรสักอย่างที่คุณชอบ แต่คนอื่นอาจไม่ปลื้ม คุณจะรู้สึกหดหู่ แต่คุณก็จะต้องลุยต่อและพยายามต่อไป หากคุณชอบงานแบบนี้และมุ่งมั่นทำต่อไป สักวันคุณจะประสบความสำเร็จ”

เป็น ที่ชัดเจนว่า นอร์แมน บริดเวลล์ประสบความสำเร็จ หนังสือของเขาตีพิมพ์แล้วกว่า 44 ล้านเล่มและหลายเล่มได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก

ปัจจุบัน นอร์แมน บริดเวลล์อาศัยอยู่ในมาธาร์ส วินยาร์ดกับครอบครัว ซึ่งเป็นที่ที่เขามีความสุขกับการเก็บของตามชายหาด ถ่ายภาพและแน่นอน รังสรรค์เรื่องราวใหม่ๆ และวาดภาพให้กับแฟนๆ ทั่วโลกได้สัมผัส

No Books Found

Mon, 06/03/2013 - 19:25 -- yashwant.thakur
Thai
Author Picture: 
เกิด: 
Kokomo,
ที่อยู่ปัจจุบัน: 
Martha's Vineyard,
Bio: 

เพราะเติบโตมาจากเมืองโคโคโม รัฐอินเดียนา นอร์แมน บริดเวลล์จึงได้แต่วาดภาพเป็น "ผมเล่นกีฬาไม่เก่ง และหลังจากเปิดเรียนได้สองสามวัน อาจารย์ที่โรงเรียนก็ยึดอุปกรณ์การเรียนของผมไปหมด แล้วบอกว่า "เอากระดาษนี่ไปแทนละกัน ดูเหมือนว่าเธอจะชอบวาดรูปนะ พยายามต่อไปละ" บริดเวลล์หวนนึก แต่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อว่า วันหนึ่ง ภาพวาดหรืองานเขียนของเขาจะโดนใจเด็กนับล้าน (และผู้ปกครองและครูอาจารย์) ทั่วโลก และนั่นเป็นสิ่งที่เขาชอบพูดถึงบ่อยๆ เวลาที่แวะเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ และเป็นสิ่งที่เขาชอบทำบ่อยๆ ด้วย "ลุงชอบวาดรูป" บริดเวลล์เล่าให้เด็กๆ ฟัง "แต่ลุงไม่เคยคิดว่าตัวเองวาดรูปเก่งเลย ในโรงเรียนมักจะมีเด็กที่วาดรูปเก่งกว่าลุงเสมอ อาจารย์สอนศิลปะก็มักชอบงานของนักเรียนพวกนั้นมากกกว่างานของลุงเสียอีก และอาจารย์ก็ไม่ชอบงานเขียนของลุงอีกด้วย”

หลังจบมัธยม ด้วยความที่รักในงานวาดรูป บริดเวลล์อยากผันให้ งานวาดรูปนั้นมาเป็นอาชีพหลัก เขาศึกษาต่อที่สถาบันศิลปะจอห์น แฮร์รอน และจากนั้นก็ย้ายไปนิวยอร์ก ซึ่งเป็นที่ที่เขาเรียนศิลปะในโรงเรียนอื่นด้วยชื่อ คูเปอร์ยูเนียน เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นเขาก็ทำงานเป็นช่างศิลป์พาณิช ในปี 1962 เขาได้งานฟรีแลนซ์วาดภาพสไลด์และฟิล์มภาพยนตร์ และส่วนใหญ่วาดการ์ตูน โดยบริดเวลล์ได้นำมารวบรวมเป็นผลงานในภาพวาดที่มีสีสันของเขาและส่งให้กับ สำนักพิมพ์หนังสือเด็ก ตอนนั้น เขาแต่งงานและมีลูกสาวตัวน้อยชื่อ เอมิลี่ เขาหวังว่าจะหารายได้เสริมจากงานหนังสือภาพที่เป็นงานพิเศษนี้

บริดเวลล์ เข้าเสนองานกับสำนักพิมพ์กว่า 15 แห่ง แต่ไม่มีที่ไหนให้งานเขาเลย และที่แย่กว่านั้นคือ มันเป็นความหวังที่ริบหรี่สำหรับอนาคตของเขากับอาชีพนี้ บรรณาธิการคนหนึ่งของ Harper & Row พูดตรงๆ กับเขาว่า งานของเขายังดีไม่พอ และเธอคิดว่าไม่มีสำนักพิมพ์ไหนที่จะกล้าจ้างให้เขามาวาดภาพประกอบหนังสือ ให้แน่นอน แต่โชคก็ยังพอมีอยู่บ้าง บรรณาธิการคนดังกล่าวให้คำแนะนำที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จอย่างล้มหลาม ที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ เธอแนะนำให้เขาแต่งนิทานให้เข้ากับภาพที่เขาวาด เธอหยิบภาพวาดที่เป็นภาพของเด็กผู้หญิงและสุนัขตัวเท่าม้าตัวหนึ่งขึ้นมา  และเปรยว่า “น่าจะมีเรื่องเล่าสนุกๆ มาจากภาพนี้นะ” บริดเวลล์หวนนึก

 

เรื่องมันเริ่มจากสุนัขตัวนี้

มัน ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาจากการรับคำแนะนำของบรรณาธิการคนนี้ แต่เขากลับสร้างให้สุนัขตัวนี้ตัวโตขึ้น และรังสรรค์เรื่องราวต่างๆ ให้เกิดขึ้น “ไปพร้อมๆ กับ” มัน สุนัขตัวนี้โตพอที่เขาจะขี่มันได้และเป็นเพื่อนเล่นสนุกกับทุกคน บริดเวลล์ยังจำได้ถึงวันที่เขาได้คุยกับบรรณาธิการคนนี้ในวันศุกร์หนึ่ง และเขาพูดต่อว่า “วันจันทร์ถัดมา ผมก็ได้นิทานเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงและสุนัขตัวนี้”

มา ถึงตอนนี้ เขาต้องการชื่อให้กับตัวละครในเรื่อง “ผมอยากให้สุนัขตัวนี้ชื่อ “ไทนี่” แต่นอร์มา (ภรรยาของเขา) บอกว่า ชื่อเชยจังเลย และแนะให้ใช้ชื่อ “คลิฟฟอร์ด ตามชื่อเพื่อนในจินตนาการสมัยเด็กของเธอแทน” บริดเวลล์เล่า อย่างไรก็ตาม ชื่อของเด็กผู้หญิงในเรื่องนี้ตั้งไม่ยาก บริดเวลล์ตั้งชื่อเธอว่า เอมิลี่ เอลิซเบธ ตามชื่อลูกสาว เขานำภาพวาดและต้นฉบับมาเสนอ Scholastic และไม่ได้คาดหวังอะไรมาก สามสัปดาห์ต่อมาเขาได้รับโทรศัพท์ว่าทาง Scholastic อยากจะตีพิมพ์หนังสือ Clifford the Big Red Dog (คลิฟฟอร์ด เจ้าตูบสีแดงตัวโต) ตอนนั้น บริดเวลล์แทบจะไม่เชื่อหู “ผมบอกภรรยาผมว่า อย่าได้คิดว่าโอกาสแบบนี้จะมีให้เห็นอีกนะ คราวนี้ก็แค่ฟลุค ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้โอกาสแบบนี้จากที่อื่นหรือเปล่า” แต่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

จน ถึงวันนี้ หนังสือนิทานเจ้าคลิฟฟอร์ดได้รับการตีพิมพ์แล้วกว่า 40 หัว แต่บริดเวลล์ เจ้าของภาพประกอบและนักเขียนหนังสือขายดีชุดนี้มาหลายปี ยังไม่ยอมรับเครดิตว่าเป็นความสำเร็จของเขาแต่อย่างใด “โชคเข้าข้างมากกว่า” เขาพูดแบบถ่อมตัว “เป็นความโชคดีจากการเลือกบุคลิกที่เหมาะให้เจ้าสุนัขตัวโตสีแดงตัวนี้และ จับมันให้เข้ากับสถานการณ์ในเรื่อง”       

 

“มันตัวสีแดงและอบอุ่น”

บริดเวลล์ กล่าวสั้นๆ ถึงบุคลิกของเจ้าคลิฟฟอร์ดว่า “มันตัวสีแดงและอบอุ่น เจ้าคลิฟฟอร์ดทำในสิ่งที่ใครๆ ก็อยากทำ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราทำกันไม่ได้ เพราะเจ้าคลิฟฟอร์ดตัวโตและมันเป็นแค่สุนัข มันทำทุกอย่างตามจินตนาการและอะไรก็ตามที่น่าเหลือเชื่อ” แต่ก็ไม่เกินจินตนาการหรือเกินจริงมากเกินไป เช่น คุณจะไม่ได้เห็นเจ้าคลิฟฟอร์ดเดินทางออกนอกอวกาศ บริดเวลล์ย้ำว่าเจ้าคลิฟฟร์อดจะไม่ทำอะไรที่สุนัขจริงๆ ไม่ทำ 

ถึง แม้ว่าหนังสือเกี่ยวกับเจ้าคลิฟฟอร์จะพูดถึงเหตุการณ์ปกติทั่วไป เช่น การตั้งแคมป์ เที่ยวชายหาดหรือเกี่ยวกับสวนสัตว์ เมื่อใดก็ตามที่เจ้าตูบตัวโตสีแดงตัวนี้ปรากฏขึ้น เรื่องราวต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นด้วย! “เจ้าคลิฟฟอร์ดพยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง” บริดเวลล์อธิบาย “แต่มันก็ยังทำผิด” บริดเวลล์ได้แนวคิดเรื่องพฤติกรรมของเจ้าคลิฟฟอร์ดจากสุนัขตัวอื่นๆ --- เช่น สุนัขในภาพยนตร์ สุนัขในนิทาน และ แน่นอน สุนัขที่เขาเลี้ยงมาหลายปี หลังจากที่บริดเวลล์ได้โครงเรื่องแล้ว เขาก็เริ่มร่างเนื้อเรื่องในรายละเอียด ต่อมาก็ลงมือเขียน --- ก่อนอื่น ให้เนื้อเรื่องดำเนินไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง จากต้นจนจบ กระบวนการใช้เวลาสามเดือน

ถึง แม้ว่าเขา (และเจ้าคลิฟฟอร์ด) จะประสบความสำเร็จ บริดเวลล์ก็เหมือนคนอื่นๆ ที่ทำงานโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ ที่ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผลตอบรับจะเป็นอย่างไร ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงของคืนก่อนที่เขาจะพบกับบรรณาธิการต้นฉบับหนังสือเล่ม นี้ที่ลุยงานกันมาหลายสัปดาห์ บริดเวลล์ลองวาดภาพและแต่งนิทานเรื่องใหม่จนกลายมาเป็นหนังสือยอดนิยมที่สุด อีกเล่มชื่อ The Witch Next Door   บริดเวลล์คิดว่า เขาแค่อยากลองเอาเรื่องอื่นๆ ติดมาเผื่อด้วย ต้นฉบับ The Witch Next Door ซึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่มดใจดีและมิตรภาพของเธอกับเพื่อนบ้านสองคนกลับได้รับ การตีพิมพ์ แต่คลิฟฟอร์ดกลับถูกปฏิเสธ “ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ” บริดเวลล์เล่า พลางเสริมว่า The Witch Next Door เป็นเรื่องของ “โชคมากกว่า”

 

“สักวัน คุณจะประสบความสำเร็จ”

แต่ สิ่งที่เขาได้เรียนรู้และสิ่งที่เขาพยายามเน้นกับนักเขียนหน้าใหม่คือ การถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธไม่ใช่เหตุที่ต้องทำให้ล้มเลิกความตั้งใจ “บางครั้งคุณต้องทำอะไรสักอย่างที่คุณชอบ แต่คนอื่นอาจไม่ปลื้ม คุณจะรู้สึกหดหู่ แต่คุณก็จะต้องลุยต่อและพยายามต่อไป หากคุณชอบงานแบบนี้และมุ่งมั่นทำต่อไป สักวันคุณจะประสบความสำเร็จ”

เป็น ที่ชัดเจนว่า นอร์แมน บริดเวลล์ประสบความสำเร็จ หนังสือของเขาตีพิมพ์แล้วกว่า 44 ล้านเล่มและหลายเล่มได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก

ปัจจุบัน นอร์แมน บริดเวลล์อาศัยอยู่ในมาธาร์ส วินยาร์ดกับครอบครัว ซึ่งเป็นที่ที่เขามีความสุขกับการเก็บของตามชายหาด ถ่ายภาพและแน่นอน รังสรรค์เรื่องราวใหม่ๆ และวาดภาพให้กับแฟนๆ ทั่วโลกได้สัมผัส

Primary Site Section: